เมนู

ชื่อตำแหน่ง ตามอุตสาหกรรม ต่างกันแค่ไหน

ชื่อตำแหน่งงานไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก แต่เป็นผลของธรรมเนียมในแต่ละอุตสาหกรรมและแต่ละองค์กร บทความนี้เทียบคำที่พบบ่อยในหลายสาขา และแยกให้ชัดระหว่างระดับกับชื่อตำแหน่ง

เผยแพร่เมื่อ

  • ชื่อตำแหน่ง
  • อุตสาหกรรม
  • ข้อมูลทดสอบ

ชื่อตำแหน่งตามอุตสาหกรรมเป็นเรื่องที่ทำให้ทั้งคนทำฟอร์มและคนอ่านเรซูเม่ปวดหัว เพราะคำเดียวกันในสองบริษัทอาจหมายถึงงานคนละอย่างโดยสิ้นเชิง บทความนี้จะพาคุณดูว่าเหตุใดคำเรียกตำแหน่งจึงกระจายตัวมากขนาดนี้ ระดับกับชื่อตำแหน่งต่างกันตรงไหน และควรเก็บช่องนี้ในระบบอย่างไรเพื่อไม่ให้การค้นหาเพี้ยน

อุตสาหกรรมต่างกันทำให้ชื่อตำแหน่งต่างกันเพราะอะไร?

เหตุผลข้อแรกคือตำแหน่งงานผูกกับโครงสร้างภายในขององค์กร ไม่ได้ผูกกับมาตรฐานกลาง องค์กรหนึ่งอาจรวมงานสองอย่างไว้ในตำแหน่งเดียวและเรียกด้วยชื่อที่ฟังดูยิ่งใหญ่ ขณะที่อีกองค์กรแยกงานนั้นออกเป็นสามตำแหน่งและเรียกด้วยชื่อที่เรียบง่ายกว่า เมื่อเทียบกันตรง ๆ จึงเหมือนเทียบของสองระบบที่คนละกติกา

เหตุผลข้อที่สองคือแต่ละอุตสาหกรรมมีคำศัพท์เฉพาะที่สืบทอดกันมา ในสาขาที่ต้องมีใบอนุญาต ชื่อตำแหน่งมักผูกกับสถานะการขึ้นทะเบียน ในสาขาที่พึ่งพาเทคโนโลยี ชื่อตำแหน่งมักเปลี่ยนตามเครื่องมือที่ใช้ และในสาขาที่ให้บริการลูกค้าโดยตรง ชื่อตำแหน่งมักถูกออกแบบให้ลูกค้าอุ่นใจมากกว่าจะบอกหน้าที่อย่างแม่นยำ

เหตุผลข้อที่สามคือขนาดองค์กร ในบริษัทขนาดเล็ก ตำแหน่งหนึ่งมักต้องทำงานหลายบทบาท จึงมีชื่อที่กว้าง ในองค์กรขนาดใหญ่ ตำแหน่งหนึ่งทำงานแคบและลึก จึงมีชื่อที่แคบและเฉพาะเจาะจงกว่า

ระดับกับชื่อตำแหน่งเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่?

ไม่ใช่ และการรวมสองอย่างไว้ในช่องเดียวคือสาเหตุอันดับต้น ๆ ของการคัดกรองที่ผิดพลาด ชื่อตำแหน่งบอกว่าทำอะไร ระดับบอกว่าอยู่ในช่วงความชำนาญใด สองอย่างนี้ไม่จำเป็นต้องไปด้วยกัน

งานที่ต้องใช้ความชำนาญสูงมากอาจอยู่ในระดับเริ่มต้นได้ ถ้าเจ้าตัวเพิ่งย้ายสายงานมา และงานที่ใช้ทักษะทั่วไปก็อาจอยู่ในระดับสูงได้ ถ้าตำแหน่งนั้นต้องรับผิดชอบตัดสินใจแทนทีม

ผลที่ตามมาในทางวิศวกรรมข้อมูลคือระบบควรเก็บสองช่องแยกกัน ช่องหนึ่งเก็บชื่อตำแหน่งตามที่องค์กรเรียก อีกช่องหนึ่งเก็บช่วงระดับตามคำที่ระบบเข้าใจ ถ้ารวมเป็นช่องเดียว การค้นหาตามระดับจะให้ผลลัพธ์ที่ปนกันจนเชื่อไม่ได้ และการค้นหาตามชื่อตำแหน่งก็จะถูกตัดทอนลงไปด้วย

อุตสาหกรรมต่าง ๆ ใช้คำเรียกตำแหน่งกันอย่างไร

ตารางต่อไปนี้แสดงแนวโน้มคำที่พบบ่อยในแต่ละสาขา โดยตั้งใจให้เห็นภาพความหลากหลาย ไม่ใช่รายการที่ต้องยึดตาม

อุตสาหกรรม ลักษณะคำที่พบบ่อย จุดที่ทำให้สับสน
เทคโนโลยีและวิศวกรรม คำผสมระหว่างหน้าที่กับเครื่องมือ เครื่องมือเปลี่ยนทำให้ชื่อล้าสมัยเร็ว
การเงินและบัญชี คำที่ผูกกับสายงานตรวจสอบและรายงาน คำใกล้เคียงกันมากแต่ขอบเขตงานต่างกัน
สุขภาพและการพยาบาล คำที่ผูกกับการขึ้นทะเบียนเฉพาะทาง ชื่อคล้ายกันแต่ต้องมีใบอนุญาตต่างชนิด
การศึกษาและวิจัย คำที่ผูกกับลำดับทางวิชาการ ลำดับไม่เทียบตรงกับสายงานอื่นได้
ขายและการตลาด คำที่ผูกกับเป้าหมายและช่องทาง ชื่อฟังคล้ายกันแต่ขอบเขตความรับผิดชอบต่างกันมาก
การผลิตและโลจิสติกส์ คำที่ผูกกับสายงานและพื้นที่ปฏิบัติการ คำทับซ้อนกับสายงานวิศวกรรม

สิ่งที่ควรเห็นจากตารางนี้คือไม่มีสาขาใดใช้คลังคำชุดเดียวกัน การยกคำจากสาขาหนึ่งไปใช้ในอีกสาขาจึงมักสร้างความเข้าใจผิดมากกว่าความชัดเจน

การแปลชื่อตำแหน่งมักพลาดตรงไหน?

ความผิดพลาดแบบแรกคือการแปลตรงตัวแล้วได้คำที่ไม่มีความหมายในปลายทาง คำที่ฟังดูเป็นทางการในภาษาต้นทางอาจกลายเป็นคำที่ไม่มีใครใช้ในภาษาปลายทาง หรือแย่กว่านั้นคือกลายเป็นคำที่ใช้ในความหมายอื่นไปเลย

ความผิดพลาดแบบที่สองคือระดับที่แฝงอยู่ในคำ ภาษาบางภาษามีคำที่สื่อความอาวุโสอยู่ในตัวคำเอง เมื่อแปลออกมาแล้วระดับนั้นหายไป หรือกลับเพิ่มระดับขึ้นมาโดยที่ต้นทางไม่ได้สื่ออย่างนั้น

ความผิดพลาดแบบที่สามคือการทับศัพท์โดยไม่จำเป็น คำทับศัพท์มีประโยชน์เมื่อปลายทางไม่มีคำที่ตรงกว่า แต่ถ้ามีคำที่ตรงอยู่แล้ว การทับศัพท์จะทำให้การค้นหาพลาด เพราะผู้ใช้จะค้นด้วยคำในภาษาของตัวเอง

วิธีที่ปลอดภัยคือเก็บชื่อตำแหน่งในภาษาต้นทางไว้เสมอ แล้วเก็บคำแปลหรือคำเทียบเคียงไว้เป็นช่องเสริม การเก็บทั้งสองอย่างทำให้ค้นหาได้ทั้งสองทาง และยังตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าคำแปลมาจากอะไร

ชื่อตำแหน่งจะเทียบกับระบบจำแนกอาชีพได้อย่างไร?

มีระบบจำแนกอาชีพที่เป็นสาธารณะและใช้กันกว้างในหลายประเทศ ระบบเหล่านี้จัดกลุ่มงานตามลักษณะงานและทักษะที่ต้องใช้ การเทียบชื่อตำแหน่งกับระบบจำแนกจึงเป็นวิธีที่ช่วยให้ข้อมูลจากต่างองค์กรคุยกันได้

หลักการที่ควรยึดมีสามข้อ ข้อแรกคือใช้ระบบจำแนกเป็นชั้นอ้างอิง ไม่ใช่เป็นชื่อที่แสดงต่อผู้ใช้ เพราะผู้ใช้คุ้นกับชื่อตำแหน่งในอุตสาหกรรมของตนมากกว่าชื่อกลุ่มในระบบ ข้อที่สองคือเก็บชื่อเดิมไว้เสมอ เพื่อให้ตรวจสอบได้ว่าการเทียบนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ ข้อที่สามคือยอมรับว่าการเทียบไม่สมบูรณ์แบบ งานใหม่ ๆ เกิดเร็วกว่ารอบการปรับปรุงของระบบจำแนก

สำหรับงานทดสอบ นี่หมายความว่าชุดข้อมูลควรมีระเบียนที่เทียบได้ง่ายและระเบียนที่เทียบได้ยากปนกัน เพราะกรณีที่เทียบไม่ได้คือกรณีที่ระบบต้องรู้จักปฏิเสธอย่างสุภาพ ไม่ใช่โยนค่าผิด ๆ ลงไปในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

สำหรับนักพัฒนา: เก็บช่องตำแหน่งอย่างไร

ข้อแรกคือแยกช่องชื่อตำแหน่งออกจากช่องระดับและช่องสายงาน การรวมสามอย่างเข้าด้วยกันจะทำให้การค้นหาแบบใดก็ตามให้ผลที่ปนกัน

ข้อที่สองคือเตรียมช่องสำหรับชื่อเดิมที่ไม่ผ่านการแปล ชื่อนี้ต้องไม่ถูกตัดทอนหรือปรับรูปแบบ เพราะเป็นหลักฐานอ้างอิงเมื่อมีข้อโต้แย้งเรื่องการเทียบตำแหน่ง

ข้อที่สามคืออย่าตัดสินระดับจากคำในชื่อตำแหน่ง คำอย่างอาวุโสหรือหัวหน้าทีมในชื่อตำแหน่งไม่ได้รับประกันว่าองค์กรนั้นให้นิยามไว้เหมือนกัน ควรเก็บระดับเป็นข้อมูลแยกที่ผู้ให้ข้อมูลกรอกเอง

ข้อที่สี่คือทำรายการคำพ้องไว้ตั้งแต่ต้น ทั้งคำย่อ คำเต็ม และคำทับศัพท์ เมื่อผู้ใช้ค้นด้วยคำใดก็ตาม ระบบควรหาคำตอบพบโดยไม่ต้องให้ผู้ใช้เดาคำที่ระบบต้องการ

ข้อที่ห้าคือทดสอบกับชื่อตำแหน่งยาวผิดปกติและชื่อที่มีเครื่องหมายวรรคตอน เพราะชื่อตำแหน่งจริงมักยาวกว่าที่ระบบคาด และความยาวที่กำหนดไว้หวงแหนเกินไปจะตัดชื่อที่ถูกต้องทิ้งอย่างเงียบ ๆ

ขั้นตอนถัดไป

เริ่มจากดึงรายชื่อตำแหน่งทั้งหมดที่ระบบของคุณเคยรับเข้ามา แล้วดูว่ามีกี่รายการที่เป็นคำเดียวกันแต่เขียนต่างกัน จำนวนที่พบมักมากกว่าที่คาดไว้ และนั่นคือขนาดของปัญหาที่ต้องจัดการ

จากนั้นเปิดเครื่องมือสร้างโปรไฟล์อาชีพสำหรับทดสอบของเว็บไซต์นี้เพื่อสร้างระเบียนที่มีทั้งชื่อตำแหน่งและระดับแยกกันชัดเจน และถ้าคุณกำลังออกแบบส่วนที่เก็บความสามารถของคน ลองอ่านต่อที่ทักษะ การจำแนก ระดับ ควรเขียนอย่างไร หรือกลับไปดูภาพรวมได้ที่ข้อมูลโปรไฟล์อาชีพ ทดสอบอย่างไร ส่วนวิธีสร้างรายการคำเรียกตำแหน่งจำนวนมากไว้ใช้ซ้ำมีอธิบายเพิ่มเติมในวิธีสร้างข้อมูลสำหรับการทดสอบ

ชื่อตำแหน่งที่ยกมาเป็นตัวอย่างในบทความนี้เป็นเพียงคำเรียกที่พบบ่อยในแต่ละสาขาและถูกสร้างขึ้นเพื่อการทดสอบ ไม่ได้ชี้ไปที่พนักงานจริงคนใด และไม่ควรใช้เป็นหลักฐานว่าผู้ใดดำรงตำแหน่งนั้น

อ่านต่อ

บทความเกี่ยวกับ เครื่องมือสร้างเรซูเม่และข้อมูลงานปลอม