เมนู

รหัส LEI กับหมายเลข DUNS ต่างกันอย่างไร และใช้ตอนไหน

รหัส LEI คือรหัสระบุตัวตนนิติบุคคลตามมาตรฐานสากล ส่วน DUNS เป็นหมายเลขธุรกิจที่ออกโดยเอกชน บทความนี้อธิบายความต่างของทั้งสองอย่างและข้อจำกัดที่ต้องรู้

เผยแพร่เมื่อ

  • รหัส LEI
  • DUNS
  • ข้อมูลนิติบุคคล

รหัส LEI กับหมายเลข DUNS มักถูกพูดถึงพร้อมกันในงานตรวจสอบคู่ค้า เพราะทั้งคู่ใช้ระบุตัวบริษัท แต่ที่มาจุดประสงค์และข้อจำกัดต่างกันมาก บทความนี้จะพาคุณแยกให้ชัดว่าอะไรคืออะไร ใครเป็นผู้ออกให้ ตรวจสอบได้ที่ไหน และเหตุใดทั้งสองอย่างจึงไม่ควรถูกใช้แทนเลขภาษี

รหัส LEI คืออะไร?

LEI ย่อมาจากคำที่แปลว่าตัวระบุนิติบุคคลระดับโลก เป็นรหัสที่กำหนดขึ้นตามมาตรฐานสากลหมายเลข ISO 17442 โดยมีจุดประสงค์ให้ทุกตลาดการเงินเรียกบริษัทเดียวกันด้วยรหัสเดียวกันได้ ไม่ว่าบริษัทนั้นจะไปทำธุรกรรมที่ประเทศใด

รหัสนี้มีความยาวยี่สิบอักขระ เป็นการผสมตัวอักษรและตัวเลข และมีอักขระตัวสุดท้ายที่คำนวณจากตัวอื่นเพื่อช่วยตรวจการพิมพ์ผิด ระบบที่เปิดเผยต่อสาธารณะเป็นผู้ออกและดูแลรหัสเหล่านี้ และประชาชนทั่วไปสามารถค้นดูข้อมูลพื้นฐานของนิติบุคคลจากรหัสได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

ประโยชน์ที่ชัดที่สุดคือการลดความสับสนเมื่อทำธุรกรรมข้ามพรมแดน บริษัทหนึ่งอาจมีชื่อที่เขียนต่างกันในแต่ละภาษา มีสาขาในหลายประเทศ และมีเลขทะเบียนท้องถิ่นหลายชุด แต่มีรหัสระบุตัวตนเพียงรหัสเดียวที่ทุกฝ่ายอ้างอิงตรงกันได้

หมายเลข DUNS ต่างจากรหัส LEI ตรงไหน?

ความต่างข้อแรกคือผู้ออกให้ รหัส LEI มาจากระบบสากลที่เปิดเผยและตรวจสอบได้โดยสาธารณะ ส่วนหมายเลข DUNS ออกโดยองค์กรเอกชนด้านข้อมูลเครดิต ซึ่งให้บริการในเชิงพาณิชย์และมีเงื่อนไขการใช้งานของตัวเอง

ความต่างข้อที่สองคือรูปแบบ หมายเลข DUNS เป็นชุดตัวเลขเก้าหลัก ไม่มีอักษรปน และไม่มีอักขระตรวจสอบที่คำนวณได้จากตัวอื่นตามหลักการที่เปิดเผยเป็นมาตรฐานสากล การตรวจความถูกต้องจึงทำได้แค่ดูความยาวและตรวจกับต้นทาง

ความต่างข้อที่สามคือสถานะของมาตรฐาน รหัส LEI ถูกกำหนดขึ้นโดยมาตรฐานระหว่างประเทศที่ทุกฝ่ายอ้างอิงร่วมกัน ส่วนหมายเลข DUNS ไม่ได้มาจากมาตรฐานระหว่างประเทศ แม้จะถูกใช้อย่างกว้างขวางในงานจัดซื้อภาครัฐและงานบริหารห่วงโซ่อุปทานก็ตาม

ทำไมสองอย่างนี้จึงไม่ใช่เลขภาษี?

เพราะวัตถุประสงค์ของมันคือการระบุตัวตน ไม่ใช่การยืนยันสถานะทางภาษี การมีรหัส LEI หรือหมายเลข DUNS ไม่ได้บอกว่าบริษัทนั้นขึ้นทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว จ่ายภาษีครบถ้วน หรือมีสิทธิ์ออกเอกสารทางภาษีใด ๆ

ความสับสนนี้เกิดขึ้นบ่อยเพราะทั้งสามอย่างเป็นตัวเลขที่ใช้ระบุบริษัทเหมือนกัน และบางระบบก็ให้กรอกในช่องเดียวกันโดยไม่แยกให้ชัด ผลคือบริษัทที่ไม่มีเลข VAT อาจถูกบันทึกด้วยรหัส LEI แล้วทำให้เอกสารทางภาษีผิดพลาดตั้งแต่ต้นทาง

สิ่งที่ต้องย้ำอีกข้อคือการมีรหัสไม่ได้แปลว่าบริษัทมีความน่าเชื่อถือ รหัสเป็นเพียงป้ายชื่อที่ทำให้ทุกฝ่ายพูดถึงบริษัทเดียวกันได้ การประเมินว่าควรทำธุรกิจด้วยหรือไม่ต้องอาศัยข้อมูลด้านอื่นอีกมาก

ใครเป็นผู้ออกให้ และตรวจสอบได้ที่ไหน

ตารางต่อไปนี้สรุปความต่างหลักของทั้งสองรหัสในที่เดียว เพื่อให้เห็นภาพเร็วขึ้น

หัวข้อ รหัส LEI หมายเลข DUNS
ผู้ออกให้ ระบบสากลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ องค์กรเอกชนด้านข้อมูลเครดิต
รูปแบบ ยี่สิบอักขระ ผสมอักษรและตัวเลข ตัวเลขเก้าหลัก
ที่มาของมาตรฐาน มาตรฐานระหว่างประเทศหมายเลข ISO 17442 ไม่ได้มาจากมาตรฐานระหว่างประเทศ
การเข้าถึงข้อมูล ค้นดูได้สาธารณะโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของผู้ให้บริการ
ใช้บ่อยในงานใด ธุรกรรมข้ามพรมแดนและการรายงานต่อหน่วยงานกำกับ จัดซื้อภาครัฐและห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับรหัส LEI คุณสามารถค้นข้อมูลจากฐานข้อมูลกลางของระบบ LEI ได้ที่ เว็บไซต์ของระบบ LEI สากล ซึ่งเป็นช่องทางสาธารณะที่เปิดให้ค้นหาตามรหัสหรือตามชื่อนิติบุคคล การตรวจกับแหล่งนี้ให้คำตอบที่ชัดเจนกว่าการคาดเดาจากรูปแบบของรหัส

ใช้ผิดวัตถุประสงค์แล้วเกิดอะไรขึ้น

กรณีแรกคือการใช้รหัสเป็นหลักฐานการมีอยู่ของกิจการในเอกสารราชการ ทั้งที่หน่วยงานปลายทางต้องการเลขทะเบียนหรือเลขภาษีของประเทศนั้น การยื่นเอกสารด้วยรหัสผิดประเภททำให้เรื่องถูกตีกลับและเสียเวลาไปหลายรอบ

กรณีที่สองคือการนำรหัสของบริษัทหนึ่งไปผูกกับอีกบริษัทหนึ่งโดยไม่ตรวจสอบ มักเกิดเวลาเจ้าหน้าที่คัดลอกข้อมูลจากเอกสารเก่าหรือจากผลค้นหาที่ไม่ได้ตรวจชื่อเต็ม ผลคือระบบมีข้อมูลที่ดูสมบูรณ์แต่ผิดตั้งแต่ต้น และเมื่อพบทีหลังก็ตามแก้ได้ยาก

กรณีที่สามคือการตีความว่ารหัสที่ตรวจพบแปลว่าบริษัทผ่านการรับรองแล้ว ในงานทดสอบหรือในหน้าจอผู้ดูแลระบบ ข้อความที่แสดงควรสื่อให้ชัดว่ารหัสนี้บอกได้แค่ว่าเป็นนิติบุคคลเดียวกัน ไม่ได้ยืนยันสถานะอื่นใด

สำหรับนักพัฒนา: ตรวจรูปแบบก่อน แล้วค่อยถามต้นทาง

เช่นเดียวกับหมายเลขอื่น ๆ การตรวจสอบควรแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นแรกตรวจรูปแบบในเครื่องเพื่อจับการพิมพ์ผิดอย่างรวดเร็ว ชั้นที่สองคือการถามต้นทางเพื่อยืนยันว่ามีอยู่จริง โดยเฉพาะรหัส LEI ที่มีอักขระตรวจสอบอยู่ในตัว การตรวจชั้นแรกจึงจับข้อผิดพลาดได้แม่นกว่าหมายเลขที่ไม่มีอักขระตรวจสอบ

สำหรับหมายเลขที่ไม่มีอักขระตรวจสอบ การตรวจชั้นแรกทำได้แค่ดูความยาวและชนิดอักขระ ซึ่งยังมีประโยชน์ในการกันข้อมูลที่ชัดเจนว่าผิด แต่ต้องไม่ตีความว่า ผ่านการตรวจชั้นแรก เท่ากับ ถูกต้อง ข้อความที่แสดงต่อผู้ใช้ควรแยกสองความหมายนี้ให้ชัด

การออกแบบฟิลด์ควรเก็บรหัสทุกประเภทแยกกัน พร้อมระบุชนิดของรหัสกำกับไว้ด้วย เพราะถ้าเก็บรวมเป็นฟิลด์เดียวชื่อหมายเลข จะไม่มีทางรู้ว่าค่าที่อยู่ในนั้นควรตรวจด้วยกติกาใด ยิ่งไปกว่านั้นควรเก็บวันที่ตรวจและแหล่งที่ตรวจ เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้

สุดท้ายคือเรื่องการเรียกต้นทางซ้ำ ควรมีที่พักผลลัพธ์ชั่วคราวเพื่อลดจำนวนการเรียก แต่ต้องกำหนดอายุของผลลัพธ์ให้สอดคล้องกับความถี่ที่ข้อมูลต้นทางเปลี่ยนแปลง และต้องแยกผลลัพธ์แบบ ตรวจไม่ได้ในขณะนี้ ออกจากแบบ ไม่พบข้อมูล ให้ชัดเจน

ตรวจสอบรหัสของบริษัทตัวอย่างได้ที่ไหน

ถ้าคุณกำลังทดสอบขั้นตอนตรวจสอบคู่ค้า วิธีที่ได้ผลคือสร้างบริษัทสมมติแล้วลองเดินขั้นตอนให้ครบทั้งกรณีที่มีรหัสและไม่มีรหัส เพื่อดูว่าระบบแยกแยะสองสถานะนี้ออกหรือไม่ และข้อความที่แสดงต่อผู้ใช้ชัดเจนพอหรือไม่

คุณสามารถเปิดเครื่องมือสร้างข้อมูลบริษัทสำหรับทดสอบเพื่อสร้างนิติบุคคลสมมติพร้อมหมายเลขประกอบต่าง ๆ ที่สอดคล้องกันได้ทันที หากต้องการเข้าใจเลขทะเบียนในภาพกว้างก่อน อ่านต่อที่เลขทะเบียนบริษัทแยกตามประเทศ หรือดูรายการสิ่งที่ต้องตรวจในขั้นตอนรับสมัครลูกค้าองค์กรได้ที่เช็กลิสต์การทดสอบ KYB

รหัสและหมายเลขทุกรายการที่กล่าวถึงในบทความนี้เป็นตัวอย่างเชิงแนวคิดเพื่อการทดสอบระบบ ไม่ได้เป็นของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่จริง และไม่ควรถูกนำไปอ้างในเอกสารที่มีผลผูกพันใด ๆ

อ่านต่อ

บทความเกี่ยวกับ เครื่องมือสร้างข้อมูลบริษัทสำหรับทดสอบ

บทความเกี่ยวกับ เครื่องมือสร้างข้อมูลบริษัทสำหรับทดสอบ

รายการนี้แสดงเฉพาะบทความในหัวข้อของหน้านี้