เมนู

เครื่องมือสร้างข้อมูลบริษัท สำหรับทดสอบฟอร์มธุรกิจ

เครื่องมือสร้างข้อมูลบริษัทต้องให้ชื่อบริษัท เลขทะเบียน และเลขผู้เสียภาษีที่สอดคล้องกันตามกฎของแต่ละประเทศ บทความนี้อธิบายรูปแบบที่ต่างกันตามเขตอำนาจและขอบเขตของข้อมูลทดสอบ

เผยแพร่เมื่อ

  • ข้อมูลทดสอบ
  • ข้อมูลบริษัท

เครื่องมือสร้างข้อมูลบริษัทคือเครื่องมือที่ให้ระเบียนของนิติบุคคลสำหรับใช้ทดสอบฟอร์มลงทะเบียน ฟอร์มเปิดบัญชีธุรกิจ และขั้นตอนตรวจสอบลูกค้าประเภทนิติบุคคลของทีมเอง งานทดสอบประเภทนี้ต่างจากงานทดสอบข้อมูลบุคคลตรงที่ข้อมูลต้องสอดคล้องกันหลายชั้นพร้อมกัน ทั้งชื่อบริษัทที่ต้องมีรูปแบบคำต่อท้ายถูกต้องตามเขตอำนาจ ชื่อจดทะเบียนที่ต้องตรงกับชื่อทางการ เลขทะเบียนบริษัทที่มีรูปแบบของตัวเอง และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีที่ใช้สำหรับธุรกรรมข้ามพรมแดน ทีมที่ใช้ชื่อบริษัทที่แต่งขึ้นลอย ๆ มักพบว่าฟอร์มผ่านในเครื่องตัวเองแต่ไม่ผ่านเมื่อเชื่อมกับบริการภายนอก บทความนี้จะอธิบายว่าข้อมูลบริษัทประกอบด้วยอะไรบ้าง ตัวเลขและรหัสแบบใดที่ต้องสอดคล้องกัน เอกสารใดที่ระบบควรขอ และขอบเขตของข้อมูลทดสอบประเภทนี้ เมื่ออ่านจบคุณจะจัดชุดทดสอบสำหรับงานธุรกิจได้ครบขึ้น และรู้ว่าจุดใดที่ระบบมักลืมตรวจ

ข้อมูลบริษัทประกอบด้วยช่องใดบ้าง?

ระเบียนบริษัทหนึ่งระเบียนมีอย่างน้อยสี่กลุ่มข้อมูล กลุ่มแรกคือชื่อ ซึ่งมีทั้งชื่อทางการที่จดทะเบียนและชื่อที่ใช้ในการค้า กลุ่มที่สองคือรูปนิติบุคคล ซึ่งบอกว่าบริษัทมีโครงสร้างความรับผิดแบบใด กลุ่มที่สามคือเลขทะเบียนและเลขผู้เสียภาษี และกลุ่มที่สี่คือที่อยู่จดทะเบียนกับข้อมูลการติดต่อ

ชื่อบริษัทในหลายเขตอำนาจต้องมีคำต่อท้ายที่บอกประเภทรูปนิติบุคคลกำกับอยู่ด้วย เช่นคำย่อที่แปลว่าบริษัทจำกัดความรับผิด หรือคำย่อที่กำหนดขึ้นเฉพาะท้องถิ่น การใช้ชื่อที่ไม่มีคำต่อท้ายในระบบที่ตรวจเข้มจะถูกปฏิเสธ และในทางกลับกัน การใส่คำต่อท้ายผิดประเภทจะทำให้ชื่อไม่ตรงกับทะเบียน

ชื่อที่ใช้ในการค้ากับชื่อทางการเป็นสองช่องที่ต้องแยกกัน เพราะบริษัทจำนวนมากใช้ชื่อย่อหรือชื่อแบรนด์ที่ต่างจากชื่อจดทะเบียน ระบบที่เก็บช่องเดียวจะทำให้เกิดความสับสนเมื่อต้องเทียบกับเอกสารราชการ และทีมจะไม่มีทางรู้ว่าค่าที่มีอยู่คือชื่อแบบใด แนวคิดเรื่องการแยกชื่อทางการกับชื่อที่ใช้จริงยังใช้กับข้อมูลบุคคลในบทความข้อมูลชื่อตามท้องถิ่น

คำต่อท้ายชื่อบริษัทต่างกันตามประเทศอย่างไร?

รูปนิติบุคคลเป็นเรื่องของกฎหมายแต่ละเขตอำนาจ ไม่ใช่เรื่องของความนิยม ผลคือคำต่อท้ายที่ถูกต้องในประเทศหนึ่งจะผิดในอีกประเทศหนึ่ง และการใช้คำต่อท้ายของประเทศอื่นกับชื่อบริษัทในระเบียนที่ระบุประเทศหนึ่งเป็นความผิดพลาดที่ระบบตรวจสอบคุณภาพมักจับได้

ตัวอย่างที่พบบ่อยคือคำย่อที่แปลว่าบริษัทจำกัดความรับผิดในประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษ ซึ่งมีหลายแบบตามรัฐหรือประเทศที่จดทะเบียน บางแบบบอกว่าจดทะเบียนในเขตอำนาจใด บางแบบเป็นคำย่อสากลที่ใช้กันกว้าง คำย่อสากลนี้ไม่ได้แปลว่าบริษัทนั้นเป็นบริษัทข้ามชาติ แต่หมายถึงรูปแบบทางกฎหมายเท่านั้น

ในหลายประเทศยังมีสิ่งที่ต้องระวังคือการออกเสียงที่ทำให้คนเขียนสลับรูปแบบได้ง่าย เช่นการใส่จุดหรือไม่ใส่จุดคั่นในคำย่อ และการเว้นวรรคระหว่างคำ ในแบบฟอร์มราชการของบางประเทศกำหนดรูปแบบไว้ชัดเจนและระบบที่ยอมรับเฉพาะรูปแบบเดียวจะทำให้ผู้ใช้กรอกไม่ผ่าน ภาพรวมที่กว้างขึ้นอยู่ในบทความคำต่อท้ายชื่อบริษัทของแต่ละประเทศ และรูปแบบนิติบุคคลตามเขตอำนาจ

อีกแง่มุมที่ทีมมักมองข้ามคือการเรียงคำในชื่อ บางประเทศวางคำต่อท้ายไว้ท้ายชื่อเสมอ แต่บางประเทศสามารถวางไว้ต้นชื่อได้ และระบบที่ตรวจด้วยการเทียบสายอักขระตรงตัวจะมองทั้งสองแบบเป็นคนละบริษัท ทั้งที่เป็นบริษัทเดียวกัน

เลขทะเบียนบริษัทกับเลขผู้เสียภาษีต่างกันอย่างไร?

เลขทะเบียนบริษัทคือหมายเลขที่ออกโดยหน่วยงานจดทะเบียนของเขตอำนาจนั้น เพื่อระบุตัวนิติบุคคลในทะเบียน รูปแบบของมันแตกต่างกันตามประเทศ บางแห่งเป็นชุดตัวเลขล้วน บางแห่งมีตัวอักษรนำหน้า บางแห่งผสมทั้งสองอย่าง และความยาวก็ไม่เท่ากัน

เลขประจำตัวผู้เสียภาษีเป็นอีกชุดหนึ่ง ใช้สำหรับเรื่องภาษีโดยเฉพาะ บางประเทศใช้ชุดเดียวกับเลขทะเบียน บางประเทศมีชุดแยกของตัวเอง และในสหภาพยุโรปมีเลขประจำตัวผู้เสียภาษีแบบข้ามพรมแดนที่ขึ้นต้นด้วยรหัสประเทศของรัฐสมาชิก ตามด้วยชุดตัวเลขของประเทศนั้น

จุดที่ทำให้ระบบพังคือการสมมติว่าสองชุดนี้เป็นชุดเดียวกัน ในประเทศที่ใช้ชุดแยก การนำค่าของชุดหนึ่งไปใส่ในช่องของอีกชุดจะทำให้การตรวจสอบกับบริการภายนอกล้มเหลวทันที และทีมมักใช้เวลานานกว่าจะพบว่าปัญหาอยู่ที่การตีความช่อง

อีกจุดที่ต้องระวังคือรูปแบบของเลขผู้เสียภาษีแบบข้ามพรมแดนที่เปลี่ยนไปตามรัฐสมาชิก ทีมที่พัฒนาในประเทศเดียวอาจไม่สังเกตว่าผู้ใช้จากประเทศอื่นต้องกรอกรหัสประเทศนำหน้า ซึ่งทำให้ระบบที่กำหนดความยาวตายตัวใช้ไม่ได้ รายละเอียดเรื่องรูปแบบนี้อยู่ในบทความรูปแบบหมายเลขผู้เสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

สำหรับงานทดสอบ ข้อสรุปเชิงปฏิบัติคือต้องมีช่องแยกสำหรับเลขทะเบียนและเลขผู้เสียภาษี และต้องมีตัวตรวจสอบที่เลือกกฎตามประเทศที่ระบุในระเบียน ไม่ใช่กฎเดียวใช้กับทุกประเทศ

ตัวระบุระดับสากลมีความจำเป็นต่องานทดสอบหรือไม่?

ตัวระบุระดับสากลที่พูดถึงกันบ่อยมีสองตัว ตัวแรกคือรหัสนิติบุคคลระดับสากลที่มีความยาวคงที่และมีหลักตรวจสอบในตัว ใช้ระบุว่าเป็นนิติบุคคลใดในระดับโลก ตัวที่สองคือหมายเลขทะเบียนธุรกิจที่เป็นที่นิยมในงานขายระหว่างองค์กร

รหัสนิติบุคคลระดับสากลมีโครงสร้างที่ค่อนข้างตายตัว จึงตรวจสอบได้ในเชิงรูปแบบ และมีหลักตรวจสอบที่คำนวณจากตัวรหัสเอง ซึ่งทำให้ระบบสามารถปฏิเสธรหัสที่พิมพ์ผิดได้ทันทีโดยไม่ต้องเรียกบริการภายนอก ส่วนหมายเลขทะเบียนธุรกิจมีรูปแบบที่แตกต่างกันตามประเทศและไม่ได้มีหลักตรวจสอบในตัว

คำถามที่ทีมต้องตอบคือระบบของตัวเองต้องเก็บตัวระบุเหล่านี้จริงหรือไม่ ถ้าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบุคคลธรรมดาและมีลูกค้าองค์กรเป็นส่วนน้อย การเพิ่มช่องเหล่านี้จะเพิ่มความซับซ้อนของฟอร์มโดยไม่คุ้มกับประโยชน์ แต่ถ้าลูกค้าองค์กรเป็นกลุ่มหลัก การเก็บรหัสระดับสากลจะช่วยลดงานตรวจสอบซ้ำซ้อนได้มาก

สำหรับงานทดสอบ สิ่งที่ต้องทดสอบไม่ใช่แค่การเก็บค่า แต่รวมถึงกรณีที่ผู้ใช้ไม่ทราบรหัสของตัวเอง ซึ่งพบบ่อยมากในบริษัทขนาดเล็ก ระบบที่บังคับกรอกจะทำให้กลุ่มนี้สมัครไม่ได้เลย ภาพรวมของตัวระบุทั้งสองแบบอยู่ในบทความตัวระบุธุรกิจระดับสากล

ขั้นตอนตรวจสอบลูกค้าประเภทนิติบุคคลต้องมีอะไรบ้าง?

การตรวจสอบลูกค้าประเภทนิติบุคคลมีเป้าหมายเพื่อยืนยันว่าบริษัทมีอยู่จริง ใครมีอำนาจลงนามแทนบริษัท และใครเป็นเจ้าของที่แท้จริงในระดับที่มีนัยสำคัญ ระบบจึงต้องเก็บข้อมูลที่ตอบคำถามสามข้อนี้ได้ ไม่ใช่เก็บแค่ชื่อกับที่อยู่

คำถามข้อแรกตอบได้ด้วยชื่อทางการ เลขทะเบียน และประเทศที่จดทะเบียน สามช่องนี้ต้องสอดคล้องกันและตรวจกับแหล่งข้อมูลภายนอกได้ คำถามข้อที่สองต้องอาศัยข้อมูลของผู้มีอำนาจลงนาม ซึ่งอาจเป็นบุคคลเดียวหรือหลายคน และต้องมีข้อมูลระบุตำแหน่งในบริษัทด้วย คำถามข้อที่สามต้องการข้อมูลผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจควบคุม ซึ่งเป็นข้อมูลที่อ่อนไหวที่สุดและต้องมีนโยบายการเก็บที่ชัดเจน

สำหรับงานทดสอบ สิ่งที่ตรวจได้ด้วยข้อมูลสังเคราะห์คือความครบถ้วนของฟอร์ม การตรวจความสอดคล้องระหว่างช่อง และการจัดการกรณีที่ผู้ใช้เลือกประเทศหนึ่งแต่ให้ข้อมูลของอีกประเทศ จุดหลังนี้เป็นกรณีที่พบบ่อยที่สุดในทางปฏิบัติ และเป็นสาเหตุของงานตรวจสอบที่ค้างเป็นเวลานานโดยไม่จำเป็น

รายการตรวจที่ครอบคลุมกว่านี้อยู่ในบทความรายการตรวจสอบงานทดสอบลูกค้าประเภทนิติบุคคล ซึ่งแยกกรณีทดสอบตามขั้นตอนของกระบวนการ และบทความกรณีทดสอบฟอร์มวางบิล สำหรับฝั่งที่ผู้ใช้ต้องกรอกข้อมูลเพื่อรับใบแจ้งหนี้

สำหรับนักพัฒนา: ข้อมูลบริษัททดสอบมีขอบเขตแค่ไหน?

ข้อมูลบริษัทที่เครื่องมือสร้างให้เป็นข้อมูลที่สังเคราะห์ขึ้น ไม่ได้มาจากทะเบียนใด ไม่ได้ยื่นต่อหน่วยงานใด และไม่ผูกกับนิติบุคคลที่มีอยู่จริง การที่ชื่อและเลขทะเบียนมีรูปแบบถูกต้องไม่ได้ทำให้บริษัทนั้นมีตัวตน

ทีมจึงไม่ควรใช้ข้อมูลนี้เพื่อเปิดบัญชีธุรกิจ ขอสินเชื่อ หรือยื่นเอกสารต่อหน่วยงานใดในฐานะข้อมูลจริง และไม่ควรใช้แทนข้อมูลของบริษัทที่มีอยู่จริงไม่ว่าในกรณีใด รวมถึงไม่ควรใช้สร้างเอกสารที่อ้างว่ามาจากบริษัทหนึ่งเพื่อให้ผู้อื่นเชื่อถือ

สิ่งที่ควรทำคือกำหนดให้ระเบียนทดสอบถูกทำเครื่องหมายไว้ที่ตัวข้อมูล เพื่อให้ลบออกได้ในคราวเดียวเมื่อเลิกใช้ และแยกฐานข้อมูลทดสอบออกจากฐานข้อมูลจริงในระดับนโยบาย ไม่ใช่แค่ในระดับวินัยของทีม หลักการเรื่องขอบเขตของข้อมูลประเภทนี้อยู่ในบทความขอบเขตของข้อมูลบริษัททดสอบ

ก้าวต่อไป

เริ่มจากตรวจว่าฟอร์มของทีมมีช่องแยกสำหรับชื่อทางการและชื่อที่ใช้ในการค้าหรือไม่ และมีช่องแยกสำหรับเลขทะเบียนกับเลขผู้เสียภาษีหรือไม่ สองข้อนี้คือจุดที่พบบ่อยที่สุดเมื่อทีมต้องรองรับลูกค้าองค์กรจากหลายประเทศ

ถ้าต้องการชุดข้อมูลสำหรับทดสอบ ลองใช้เครื่องมือสร้างข้อมูลบริษัท ของเว็บไซต์นี้ ซึ่งให้ชื่อบริษัทพร้อมคำต่อท้ายที่ถูกต้องตามประเทศ เลขทะเบียน และเลขผู้เสียภาษีที่สอดคล้องกันในระเบียนเดียว และถ้าคุณกำลังออกแบบกระบวนการตรวจสอบลูกค้าองค์กร เริ่มจากข้อมูลทดสอบบริษัทคืออะไร

ข้อมูลบริษัททุกชุดที่เครื่องมือสร้างให้เป็นข้อมูลที่สังเคราะห์ขึ้นเพื่อการทดสอบ ไม่ได้จดทะเบียนอยู่จริง ไม่ผูกกับนิติบุคคลหรือบัญชีใด และไม่สามารถใช้ยืนยันตัวตนทางธุรกิจได้ การทดสอบต้องทำเฉพาะกับระบบของทีมเองหรือระบบที่ได้รับอนุญาตอย่างชัดเจนเท่านั้น

อ่านต่อ

เครื่องมือยอดนิยมและบทความวิธีใช้

เครื่องมือยอดนิยมและบทความวิธีใช้

บทความวิธีใช้ที่ถูกค้นหามากที่สุด หนึ่งบทความต่อหนึ่งเครื่องมือในเว็บไซต์